ไบเดนขยับเดดไลน์ฉีดวัคซีนให้พลเมืองผู้ใหญ่ทุกคนเข้าถึงวัคซีนภายใน 19 เมษายนนี้

ไบเดนขยับเดดไลน์ฉีดวัคซีนให้พลเมืองผู้ใหญ่ทุกคนเข้าถึงวัคซีนภายใน 19 เมษายนนี้
Create at 3 years ago (Apr 07, 2021 13:02)

เมื่อวานนี้ที่ 6 เมษายน ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐอเมริกา ประกาศขยับเดดไลน์ใหม่ เปิดโอกาสให้พลเมืองอเมริกันผู้ใหญ่ทุกคนเข้าถึงวัคซีนต้านโควิด-19 ภายใน 19 เมษายนนี้ จากเป้าหมายเดิม 1 พฤษภาคม โดยสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนให้กับพลเมืองมากที่สุดในขณะนี้ ฉีดไปแล้วเกือบ 170 ล้านโดส ตามมาด้วยจีนราว 143 ล้านโดส และอินเดีย 83 ล้านโดส

รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เดินหน้าต่อสู้กับวิกฤตโรคระบาดภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยขยับเป้าหมายสำคัญในการทำให้พลเมืองผู้ใหญ่ของทุกรัฐทั่วประเทศมีสิทธิ์ได้รับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ภายในวันที่ 19 เมษายนนี้ เพื่อฟื้นฟูให้ชาวอเมริกันกลับมาดำเนินชีวิตใกล้เคียงภาวะปกติ และคาดหวังให้เป็นโอกาสอันดีที่ชาวอเมริกันจะสามารถรวมกลุ่มแบบเล็กๆ กับเพื่อนและครอบครัวเพื่อฉลองวันชาติสหรัฐฯ ในวันที่ 4 กรกฎาคมปีนี้

ทางการรัฐนิวเจอร์ซีย์ เซาท์ดาโกตา และเนบราสกา ประกาศจะขยายช่วงอายุที่สามารถเข้ารับวัคซีนต้านโควิด-19 ได้เป็นอายุ 16 ปีขึ้นไป ก่อนเดดไลน์ของไบเดนจะมาถึง โดยหลังจากเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ฉีดวัคซีนในเมืองอเล็กซานเดรีย รัฐเวอร์จิเนีย ไบเดนระบุว่า ทีมรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของเขาผลักดันและแจกจ่ายวัคซีนฉีดให้กับพลเมืองอเมริกันแล้วอย่างน้อย 150 ล้านโดส ภายใน 75 วันที่ผ่านมาหลังเข้ารับตำแหน่ง ทั้งยังคงอยู่ในระหว่างการทำตามเป้าหมายใหม่ที่ตั้งไว้ว่าจะฉีดวัคซีนให้ได้ 200 ล้านโดสภายใน 100 วันแรกของการทำงาน 

“พวกเรารู้ว่าพวกเราต้องทำอะไร พวกเราต้องเพิ่มแนวทางรัฐบาลที่จะกระตุ้นให้พลเมืองทั้งประเทศ ร่วมต่อสู้กับเชื้อไวรัสนี้ สิ่งที่เรากำลังทำคือ เราจัดหาวัคซีนให้เพียงพอ กระจายวัคซีน เพิ่มจุดเข้ารับวัคซีน จนในขณะนี้มีผู้เข้ารับวัคซีนเฉลี่ย 3 ล้านโดสต่อวัน หรือกว่า 20 ล้านโดสภายใน 1 สัปดาห์”

ไบเดนได้เน้นย้ำว่า ในขณะนี้สหรัฐฯ กำลังฉีดวัคซีนให้กับพลเมืองอเมริกันจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ แต่การต่อสู้กับโควิด-19 นั้น “ยังห่างไกลจากชัยชนะมาก” เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมมากที่สุด (30,844,434 ราย) และมียอดผู้เสียชีวิตสะสมมากที่สุดกว่า 5.56 แสนราย ตามมาด้วยบราซิล (13,100,580 ราย) และอินเดีย (12,686,049 ราย)

Tags:

TECHNICAL ANALYSIS

ARTICLES