3 ข้อที่นักลงทุนควรรู้ หลัง Dow Jones ร่วงหนักกว่า -1,276 จุด วานนี้!!

3 ข้อที่นักลงทุนควรรู้ หลัง Dow Jones ร่วงหนักกว่า -1,276 จุด วานนี้!!
Create at 3 months ago (Apr 18, 2024 11:37)

เมื่อวานนี้ (14 กันยายน 65) ตลาดสหรัฐฯ แดงเดือดทั้งกระดาน นำโดยดัชนี Dow Jones ที่ร่วงหนัก!! ดิ่งสุด 1,276 จุด หรือ -3.94% ภายในวันเดียว หลังจากตัวเลข CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค พุ่งขึ้น 8.3% ในเดือนสิงหาคม เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้นักลงทุนต่างคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยถึง 1% ในการประชุมเดือนนี้ เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงเกินคาด!

หลังจากที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ออกมายืนกรานที่จะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนที่ Jackson Hole ก็ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนักกว่า 1,000 จุด สถานการณ์ยังไม่ทันคลี่คลาย ลมพายุก็โหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่องด้วยตัวเลข CPI ที่ออกมาสูงเกินคาดในช่วงคืนที่ผ่านมา ทำให้ดัชนี Dow Jones ร่วงลงมากว่า -3.9% ส่วนดัชนี S&P500 กับ Nasdaq ต่างก็ร่วง -4.3% และ -5.1% ตามลำดับ

สิ่งที่นักลงทุนควรรู้ หลัง Dow Jones ร่วงหนักกว่า -1,276 จุด

สิ่งที่นักลงทุนควรรู้ หลัง Dow Jones ร่วงหนักกว่า -1,276 จุด

จากสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ นักลงทุนควรทำอย่างไรต่อไป เพื่อรับมือพายุที่กำลังโหมกระหน่ำนี้? ทีมงาน Fxtoday ได้รวบรวม 3 ข้อที่นักลงทุนควรรู้มาไว้ที่นี่แล้วครับ

1. จับตาตัวเลขเงินเฟ้อ และ Bond Yield ที่ใกล้ทำสถิติสูงสุดใหม่

การร่วงลงอย่างหนักในครั้งนี้มาจากตัวเลข CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่สูงเกินคาด แต่ส่วนที่ตลาดกำลังหวาดกลัว คือ Core CPI หรือดัชนีผู้บริโภคพื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมอาหารและพลังงาน เดือนสิงหาคมอยู่ที่ 6.3% เพิ่มขึ้นกว่า +0.6% สูงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้เท่าตัว

ตัวเลข Core CPI อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของนโยบายการเงิน ทำให้เหลือเพียงรายการสินค้าที่มีราคาเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด ดังนั้น ตัวเลขที่ออกมาจึงสื่อถึงสถานการณ์ทางการเงินของประเทศนั้น ๆ นักลงทุนจึงค่อนข้างหวาดกลัวต่อตัวเลขดังกล่าว

CPI USA

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั้งระยะสั้นและระยะยาวยังน่าเป็นห่วงเช่นกัน เนื่องจากล่าสุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ใกล้พุ่งเฉียด 3.5% ซึ่งหากทะลุไปได้ จะนับเป็นสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 12 ปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี พุ่งทะลุ 3.77% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 15 ปี 

การทำสถิติสูงสุดใหม่ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้กดดันสินทรัพย์เสี่ยงยิ่งขึ้น และยังสื่อถึงความกังวลของนักลงทุนต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในระยะสั้นเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน ดังนั้น นักลงทุนจึงควรติดตามข่าวสารและตัวเลขที่ส่งผลต่อเสรษฐกิจต่อไปอย่างใกล้ชิด

2. ติดตามการประชุมเฟดครั้งถัดไป เพราะอาจขึ้นดอกเบี้ยถึง 1%

หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาสูงเกินคาด ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องจับตามองทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดต่อไป โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักถึง 34% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% สู่ระดับ 3.25-3.50% และให้น้ำหนัก 66% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมวันที่ 20-21 กันยายน ที่จะถึงนี้

FedWatch Tool

ด้าน Nomura ก็ออกมาฟันธงแล้วเช่นกันว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยถึง 1.0% ไม่ใช่เพียง 0.75% อย่างที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ซึ่งส่วนมากนักลงทุนในตลาดก็ค่อนข้างเอนเอียงว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยถึง 1% เช่นกัน ซึ่งหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยถึง 1% ในการประชุมเดือนนี้ จะทำให้ตลาดกลับมาผันผวนอย่างหนักอีกครั้ง

3. ดอลลาร์แข็งค่า สวนทางทองคำร่วง รับการคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย

นักลงทุนในตลาด Forex ต้องจับตาค่าเงินและทองคำอย่างใกล้ชิด เพราะหลังจากที่มีการคาดการณ์ว่า เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย ก็ส่งผลให้ตะกร้าค่าเงินดอลล่าร์ DXY แข็งค่าขึ้น และหากไปแตะระดับ 110.78 จุด จะถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 20 ปีเลยทีเดียว

ส่วนราคาทองคำร่วงสวนทางกว่า -$28 ลงมาทดสอบที่ 1,700 เหรียญอีกครั้ง แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยหนุน แต่ถูกความคาดหวังที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยดับสนิท เพราะหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้เงินไหลออกจากตลาดทองคำไปหาตลาดพันธบัตรที่กำลังให้ผลตอบแทนสูงขึ้นมากกว่า เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย ดังนั้น ผู้ที่ลงทุนในคู่สกุลเงินและทองคำจึงควรติดตามสถานการณ์ตลาดในช่วงนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป