List of content

Bond Yield คืออะไร มีกลไกราคาและความสำคัญอย่างไร?

img
Create at 10 months ago (Mar 15, 2022 15:50)
ช่วงนี้มักได้ยินข่าวเกี่ยวกับผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุเพราะหาก ‘ราคาพันธบัตร’ ปรับลดลงแรง จะหนุนให้ "Bond Yield" พุ่งขึ้นค่อนข้างแรงเช่นกัน โดย Bond Yield ที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อเนื่องไปยังตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงด้วย นักลงทุนหลายท่านอาจมีคำถามว่า แล้ว Bond Yield คืออะไร? มีกลไกความสำคัญอย่างไร? FXtoday มีคำตอบครับ

Bond Yield คืออะไร 

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่นักลงทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล (Bond) จะได้รับในรูปของดอกเบี้ย โดย Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสามารถคำนวณได้จากผลตอบแทนพันธบัตรต่อปี หารด้วยมูลค่าที่ตราไว้ของพันธบัตร (Face Value หรือ Par Value) โดยปกติ Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล จะมีทิศทางที่สวนทางกับราคาของพันธบัตร ถ้าหากราคาพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้นก็จะทำให้ Bond Yield ลดลง ในทางกลับกันถ้าหากราคาพันธบัตรลดลงก็จะยิ่งทำให้ Bond Yield เพิ่มขึ้น สำหรับ Bond Yield ที่เป็นประเด็นพูดถึงของนักลงทุนทั่วโลก และเห็นได้บ่อยในข่าวการลงทุนมาโดยตลอด คือ Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury Yield)

กลไกราคาและความสำคัญของ Bond Yield

ก่อนที่จะอธิบายถึงกลไกราคาและความสำคัญของ Bond Yield เรามาทำความรู้จักกับพันธบัตรรัฐบาลกันก่อน โดย Bond หรือพันธบัตร คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ และนักลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้จะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ที่ออกตราสารหนี้ (ในกรณีนี้ก็คือ รัฐบาล) และจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย
 
Bond Yield คืออะไร มีกลไกราคาและความสำคัญอย่างไร?

 

ตัวเลขบนพันธบัตร

โดยตัวเลขบนพันธบัตรที่เกี่ยวกับ Bond Yield จะประกอบด้วย

1) Face Value หรือ Par Value

คือ ตัวเลขหนี้ที่ผู้ออกพันธบัตรต้องจ่ายคืน เทียบได้กับเงินต้นที่ถูกยืมไป

2) Coupon Rate

คือ อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมที่ผู้ออกพันธบัตรจะจ่ายให้ต่อปี 

3) Coupon Payment

คือ ดอกเบี้ยที่ผู้ถือพันธบัตรจะได้รับต่อปี (มาจาก Face Value x Coupon Rate)
 

การคำนวณ Bond Yield

Bond Yield สามารถคำนวณได้จากผลตอบแทนพันธบัตรต่อปี (Coupon Payment) หารด้วยมูลค่าที่ตราไว้ของพันธบัตร (Face Value หรือ Par Value)
 
Bond Yield = (Coupon Payment / Face Value) x 100
 
ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสหรัฐฯ ออกพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ครบกำหนดปี 2021 รุ่น Z โดยมีราคาที่ตราไว้ (Par Value) $1,000 และระบุว่า ให้ดอกเบี้ย 1% ต่อปี (ส่วนนี้เรียกว่า Coupon Rate) ถ้านักลงทุนซื้อตราสารหนี้รุ่นนี้ และถือเอาไว้ก็จะได้ดอกเบี้ยปีละ $10 หรือ 1% ส่วนนี้เองที่เรียกว่า Bond Yield
 
Bond Yield = (10 / 1,000) x 100 = 1%
 
อย่างไรก็ตาม ตราสารหนี้มีตลาดรองที่นักลงทุนสามารถซื้อขายตราสารหนี้ ซึ่งการซื้อขายพันธบัตรในตลาดรองส่งผลให้ราคาพันธบัตรเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามปริมาณความต้องการพันธบัตรรุ่นนั้น ทำให้นักลงทุนที่ถือตราสารหนี้ไม่จำเป็นต้องถือตราสารหนี้จนครบอายุ และสามารถซื้อขายพันธบัตรเพื่อทำกำไรจากราคาพันธบัตรได้ (เหมือนการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้น)

กรณีพันธบัตรราคาสูงขึ้น (Premium)

จากตัวอย่างเดิม สมมติว่า ด้วยเหตุผลบางอย่างพันธบัตรรัฐบาลดังกล่าวกลายเป็นที่ต้องการในตลาดรองจนส่งผลให้ราคาซื้อขายพันธบัตรดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น $2,000 (การซื้อพันธบัตรในราคาที่สูงกว่า Face Value เรียกว่า Premium) ในขณะที่พันธบัตรดังกล่าวยังคงให้ผลตอบแทน $10 ต่อปี เท่าเดิม ก็จะส่งผลให้ Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ลดลงเหลือ 0.5% ต่อปี
 
Bond Yield = (10 / 2,000) x 100 = 0.5%
 
จะเห็นว่า เมื่อราคาซื้อขายพันธบัตรในตลาดรองเพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลให้ Bond Yield จากการลงทุนในพันธบัตรดังกล่าวลดลงตามลงด้วย เนื่องจากผลตอบแทนจากพันธบัตรยังคงเท่าเดิมในขณะที่ราคาซื้อขายพันธบัตรในตลาดรองเพิ่มขึ้น

กรณีพันธบัตรราคาลดลง (Discount)

ในทางกลับกัน หากว่าพันธบัตรรุ่นเดียวกันนี้ไม่เป็นที่ต้องการ จนราคาซื้อขายในตลาดพันธบัตรลดลง สมมติว่า มีมูลค่าเหลือ $800 ก็จะทำให้นักลงทุนที่ซื้อพันธบัตรได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคา Face Value (เรียกว่า Discount) ก็จะทำให้ Bond Yield เพิ่มสูงขึ้นจากการที่จ่ายเงินน้อยลงแต่ได้ผลตอบแทนเท่าเดิม
 
Bond Yield = (10 / 800) x 100 = 1.25%
 
สำหรับการคำนวณ Bond Yield ในกรณีนี้จะเรียกว่า Current Yield ที่เป็นการคิด Yield ในปัจจุบัน ซึ่งเป็น Bond Yield ที่มูลค่าเปลี่ยนไปตามราคาซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง
 
หมายเหตุ: ในบทความนี้ไม่ได้คำนวณ Bond Yield บนพื้นฐานของมูลค่าเงินตามเวลา (Time Value of Money) ทั้งนี้เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ
 
Bond Yield คืออะไร มีกลไกราคาและความสำคัญอย่างไร?

ปัจจัยอะไรส่งผลต่อราคาพันธบัตร

อย่างที่รู้กันว่า สิ่งทำทำให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น คือความต้องการขายพันธบัตร ซึ่งสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนเทขายพันธบัตรรัฐบาลออกมาจนทำให้ Bond Yield เพิ่มสูงขึ้น คือ การที่นักลงทุนมองว่า พันธบัตรรัฐบาลไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนอีกต่อไป โดยทั่วไปมีสาเหตุจากภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากผลของการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของธนาคารกลางสหรัฐฯ ผ่านมาตรการ Quantitative Easing หรือ QE และเมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง หรือ Real Yield ซึ่งเป็นผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อออก (Yield – Inflation Expectation) ที่นักลงทุนจะได้รับก็จะลดลง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่นักลงทุนเลือกที่จะเทขายพันธบัตรรัฐบาลรุ่นปัจจุบัน และหันไปลงทุนสินทรัพย์อื่น (หรือถือเงินสดไว้ในระยะสั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงิน)
 
นอกจากนี้ เมื่อธนาคารกลางอย่าง Fed ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พันธบัตรรุ่นใหม่ที่ออกมาก็จะให้ดอกเบี้ยที่มากขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้น จึงไม่มีเหตุผลที่นักลงทุนจะถือพันธบัตรรุ่นเก่าเอาไว้ ดังนั้น นักลงทุนจึงเลือกที่จะเทขายพันธบัตรเก่าออกไปเพื่อนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น ซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น หรือรอซื้อพันธบัตรรุ่นใหม่ที่ให้ผลตอบแทน (Yield) ที่มากขึ้น

Bond Yield เกี่ยวข้องอย่างไรกับตลาดหุ้น 

จากที่ได้กล่าวไปในหัวขอกลไกราคา นั่นคือ เมื่อ Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความกังวลของนักลงทุนที่ห่วงว่า ธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรุนแรง สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น หากอัตราดอกเบี้ยค่อย ๆ ปรับตัวสูงขึ้นเพราะเศรษฐกิจมีการขยายตัวที่ดี กรณีนี้ถือว่า เป็นข่าวเชิงบวก แต่เมื่อไรที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แทนที่จะสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี ในทางตรงข้ามจะเป็นตัวบั่นทอนการขยายตัวของกำไรบริษัทต่าง ๆ เนื่องจากมีการใช้ต้นทุนในการกู้ยืมเพื่อทำธุรกิจที่สูงขึ้น
 
นอกจากนี้ มุมมองส่วนใหญ่ของนักลงทุน เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะทำให้ดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนตราสารหนี้สูงขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น หากการลงทุนหุ้นยังให้ผลตอบแทนโดยรวมไม่ต่างจากเดิม แต่การลงทุนตราสารหนี้กลับมีโอกาสได้รับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จึงทำให้ความน่าสนใจของการลงทุนในตลาดหุ้นลดลงไปด้วยนั่นเอง
 
และข้อมูลทั้งหมดที่ได้กล่าวในบทความนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนทุกท่านไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตามการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง นักลงทุนทุกท่านที่กำลังเลือกผลิตภัณฑ์ในการลงทุนด้านต่าง ๆ ต้องมีการศึกษาข้อมูลอย่างดี ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถที่จะบริหารความเสี่ยง และทำกำไรได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง บทความหน้า Fxtoday จะมาให้ความรู้เรื่องอะไร โปรดติดตามผ่านเพจ FXtoday หรือเว็บไซต์ www.fxtoday.news ขอบคุณครับ
 
อัพเกรดความรู้เพิ่มเติม: คลิกที่นี่
รู้เท่าทันข่าว&สถานการณ์โลก: คลิกที่นี่
บทวิเคราะห์เชิงเทคนิคขั้นสูง: คลิกที่นี่